แหวนแต่งงาน สัญลักษณ์สื่อความหมาย



แหวนแต่งงาน สัญลักษณ์สื่อความหมาย


“นกบางชนิด ก่อนจะเริ่มต้นสร้างรัง ตัวผู้จะคาบกิ่งไม้มาให้ตัวเมีย เป็นเสมือนสัญลักษณ์การเริ่มต้นชีวิตคู่”

การที่คนสองคนจะมาใช้ชีวิตร่วมกัน แบ่งปันความทุกข์ความสุข มีทายาทสืบสกุล และแก่เฒ่าไปพร้อมๆ กัน แม้ว่าบางคู่จะไม่ยึดติดกับประเพณี พิธีการใดๆ ไม่มีอะไรจำเป็นเท่ากับใจสองใจที่จะผูกกันไว้ชั่วชีวิต แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะมากจะน้อย ก็ต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตคู่ร่วมกัน

และนี่ก็น่าจะเป็นเหมือนหลักสากล ที่อัญมณีและของมีค่า จะกลายมาเป็นสัญลักษณ์ กลายมาเป็นเครื่องให้ความหมายของการอยู่ร่วมกัน จากชนเผ่าห่างไกล จนถึงเมืองศิวิไลซ์ด้วยอารยธรรม จากอดีตจนถึงปัจจุบัน การมอบของมีค่าคือเครื่องหมายของการแต่งงานของมนุษย์

ตามตำนานกรีก โพรเมธีอุส(Prometheus) เทพผู้ขโมยไฟจากสรวงสวรรค์ลงมามอบให้มวลมนุษย์ เป็นผู้สร้างแหวนแต่งงานโดยตีขึ้นจากเหล็กและมอบให้มนุษย์ผู้ไม่รู้จักความรัก ได้เริ่มต้น “รัก” และสร้างเผ่าพันธุ์

ตามตำนานอียิปต์ แหวนแต่งงานมาจากสัญลักษณ์ทรงกลม ซึ่งหมายถึงความเป็นนิรันดร์ หรือ ตราบชั่วฟ้าดินสลาย

จาก”เหล็ก” ซึ่งเป็นโลหะมีค่าในอดีต วัสดุที่นำมาทำแหวนได้รับการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามอารยธรรมของมนุษย์ที่เจริญขึ้น จนกระทั่งในราวศตวรรษที่ 15 ประเทศต่างๆ ได้เริ่มเดินเรือติดต่อค้าขายกัน “เพชร” จากอินเดียซึ่งเป็นอัญมณีที่สูงค่ายิ่ง และมีความหมายถึงความแข็งแกร่ง ความยั่งยืน ความเจิดจรัส เมื่อได้มารวมกับแหวนกลายเป็น “แหวนเพชร” จึงเป็นสัญลักษณ์ของแหวนแต่งงานที่ได้รับการยอมรับว่าเลอค่าที่สุดจนถึงปัจจุบัน

แหวนแต่งงานอาจแบ่งออกได้เป็นสามชนิด คือ หนึ่งแหวนทองเรียบๆ ไม่มีอัญมณีใดๆ ประดับอยู่ อาจใช้ทองคำผสมทองคำขาว ทำให้โดดเด่นขึ้น ซึ่งนิยมใช้สำหรับงานแต่งงานทั่วไป สองคือแหวนที่มีเพชรประดับเป็นแนว เรียกว่า Engagement Ring โดยจะสวมในวันหมั้น และสามคือ แหวนที่มีเพชรประดับเพียงเม็ดเดียว เรียกว่า Solitair Ring ซึ่งจะสวมในวันแต่งงาน ซึ่งหากมีพิธีหมั้น และพิธีแต่งงานตามลำดับแล้ว Solitair Ring ก็จะไปประกบกับ Engagement Ring พอดี

นอกจากนี้ ยังมีแหวนที่เรียกว่า Anniversary Ring หรือแหวนครบรอบการแต่งงาน ซึ่งจะใช้เพชรสามเม็ด ที่มีความหมายว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคต และเพชรสามเม็ดนั้น จะมีน้ำหนักรวมกันเท่ากับ 1 กะรัตพอดี

ประเพณีแลกแหวนแต่งงาน เป็นประเพณีงานแต่งงานแบบชาวคริสต์ซึ่งคู่บ่าวสาวจะต้องสวมแหวนให้แก่กันและกันเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมหัวใจสองดวงเข้าไว้ด้วยกัน โดยในสมัยกลางของยุโรป การสวมแหวนแต่งงานของชาวคริสต์จะสวมทั้งหมดสามนิ้วคือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางของมือซ้าย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ “ตรีเอกานุภาพ” คือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต แต่ในเวลาต่อมาได้เหลือเพียงการสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายเพียงนิ้วเดียว โดยมีความเชื่อว่าจะที่ต้องเป็นนิ้วนางข้างซ้าย เพราะเป็นนิ้วที่มีเส้นเลือดต่อตรงเข้าสู่หัวใจ จึงมีชื่อเรียกเส้นเลือดเส้นนี้โดยเฉพาะเป็นภาษาละตินว่า vena amori (vein of love) หรือ “เส้นเลือดแห่งความรัก”

แม้ว่าแหวนแต่งงานจะถูกสวมบนนิ้วนางข้างซ้าย แต่บางประเทศ เช่น เยอรมัน ชิลี ยุโรปตะวันออก และชาวยิว จะนิยมสวมบนนิ้วนางข้างขวาแทน

ส่วนประเพณีไทย นิยมใช้แหวนแต่งงานที่ประดับด้วยอัญมณี โดยฝ่ายชายจะมอบให้ฝ่ายหญิง หากเป็นแหวนแต่งงานที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ก็จะมีคุณค่าในทางจิตใจมากกว่าแหวนทั่วไป

แหวนแต่งงาน อาจมีราคาสูงถึงหลักล้านบาท สิบล้านบาท หรือร้อยล้านบาท ตามแต่ฐานะของคู่สมรส แต่ไม่ว่าจะเป็นแหวนเพชรสิบกะรัต หรือเพียงแค่แหวนเงินเรียบๆ เพียงวงเดียว มันก็มีค่าในฐานะ “แหวนแต่งงาน” เท่าเทียมกัน นอกจากมันจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่แล้ว มันยังเป็นเสมือนเครื่องหมายให้รำลึกได้ทุกครั้งที่มองเห็นมันว่า เรายังมีคนอีกคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตร่วมกับเรา แบ่งปันความทุกข์และสุขกับเรา อยู่เคียงข้างเราเสมอ เป็นคนที่เราต้องแคร์มากที่สุด ดูแลให้มากที่สุด ห่วงใยให้มากที่สุด ตามคำสัญญาที่เรายึดมั่นในวันแต่งงาน คือ “จะดูแลซึ่งกันและกันไปชั่วชีวิต”

ย้อนกลับ