ผู้ชายไม่คิด“เรื่องแต่งงาน”แล้วเราจะเอายังไงต่อไปดี



ผู้ชายไม่คิด“เรื่องแต่งงาน”แล้วเราจะเอายังไงต่อไปดี


มีข้อสังเกตที่ใครคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้เกี่ยวกับการแต่งงานว่า “ผู้หญิงจะกังวลเกี่ยวกับอนาคตจนกว่าจะแต่งงาน แต่ผู้ชายจะไม่คิดถึงอนาคตจนกระทั่งแต่งงาน” ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่า สำหรับผู้หญิงจำนวนมาก การแต่งงานคือเป้าหมายสำคัญของชีวิต เมื่อแต่งงานแล้ว หน้าที่จากนั้นคือการดูแลลูก ดูแลบ้าน ดูแลสามี ดูแลครอบครัว ขณะที่ผู้ชายส่วนใหญ่จะชินกับชีวิตโสด น้อยคนจะคิดถึงอนาคต จะคิดถึงการสร้างครอบครัว แม้จะมีแฟน หรือแม้จะเข้าพิธีแต่งงานอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ผู้ชายหลายคน ก็ไม่ได้มองไกลไปถึงการสร้างครอบครัว เหมือนกับที่ผู้หญิงคิด หรือแม้จะคิด ก็ยังน้อยกว่าฝ่ายหญิง นี่จึงเป็นความต่างที่น่าพิจารณา

ในอดีต ชายหญิงที่ชอบพอกัน คบหากันระยะหนึ่งแล้ว เป้าหมายย่อมเป็นการแต่งงาน แต่ปัจจุบันนี้ ใช่ว่าทุกคู่จะเป็นเช่นนั้น หลายคู่คบหากันนานหลายปี แต่ยังไม่มีวี่แววของงานแต่งเลย ขณะที่บางคู่ คบหากันไม่ถึงปี ก็พร้อมที่จะเข้าสู่พิธีวิวาห์แล้ว หากให้สรุปอย่างสั้นที่สุดก็อาจกล่าวได้ว่า “ความพร้อม”ในการแต่งงานของคนในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้นมาก เนื่องด้วยเงื่อนไขชีวิต เงื่อนไขทางสังคม ได้กำหนดและตีกรอบไว้ค่อนข้างจะแน่นหนา

ใช่ว่ารักกัน คบกันมานานแล้ว จะแต่งงานได้เลย เพราะหลายเงื่อนไขหลายปัจจัย เป็นสิ่งที่ต้องคิด อาทิ สินสอดและค่าใช้จ่ายในงานแต่งงาน ,เงื่อนไขชีวิตหลังการแต่งงาน เช่น ต้องช่วยกันผ่อนบ้านและรถประมาณสองหมื่นกว่าบาทต่อเดือน ,แผนอนาคตที่อาจจะยังไม่ชัดพอ เช่น แต่งงานแล้วจะมีลูกเลย หรือรอจนกว่าจะพร้อมค่อยมี ฯลฯ ซึ่งเป็น “แผนร่วมกัน” ที่ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายต้องเปิดใจคุยและเคลียร์กันให้ได้ในทุกๆ ประเด็น

ผู้ชายบางคนไม่คิดเรื่องแต่งงาน ไม่ใช่เพราะไม่มีความพร้อม แต่เพราะรู้สึกว่าการวางแผนเรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็น “ภาระและความรับผิดชอบ” ซึ่งเขาไม่ต้องการ นี่เป็นเหตุผลแบบ “ผู้ชายๆ” ที่ผู้หญิงอาจจะเข้าใจยากสักหน่อย มีคำเปรียบเปรยที่ว่า “ผู้ชายมีความเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา” นั่นคือ รักความสนุกสนานเฮฮา ไม่ชอบภาระ ไม่ชอบรับผิดชอบ ซึ่งการแต่งงานคือการเปลี่ยนผ่านจากเด็กผู้ชายคนหนึ่งไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ที่ผู้ชายบางคนปฏิเสธ เพราะเขายังอยากจะรักษา “ความเป็นเด็ก” ไว้ต่อไป

ในกรณีที่ฝ่ายชายคิดเรื่องการแต่งงาน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรือ ไม่แน่ใจว่าฝ่ายหญิงจะโอเคด้วยหรือไม่ หน้าที่ของฝ่ายหญิงก็ควรจะเป็นผู้ช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้ฝ่ายชายได้มีความพร้อมสำหรับการแต่งงานเท่าที่จะสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเรื่องเงิน เรื่องกำลังใจ หรือเรื่องอื่นใด ซึ่งจะทำให้ฝ่ายชายมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และรู้สึกว่าเขาไม่โดดเดี่ยว เพราะมีคุณคอยเป็นกำลังใจให้ (แต่ผู้หญิงบางคนก็ปล่อยให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นภาระของผู้ชายทั้งหมด)

แต่หากคุยกันแล้ว ได้ความชัดเจนว่า ผู้ชายของคุณไม่คิดเรื่องแต่งงาน ไม่เคยคิดเลย และเป็นไปได้ว่า เขาจะไม่คิดแน่ๆ ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ สิ่งที่ฝ่ายหญิงจะต้องเตรียมใจไว้ คือ หนึ่ง เขาจะไม่มีทางเปลี่ยนใจ และคุณจะต้องรอต่อไปอย่างไร้ความหวัง และ สอง เขาพร้อมจะไปจากคุณเสมอ หากเขาเจอคนที่เขาถูกตาต้องใจมากกว่าหากจะพูดกันตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมก็คือ “ณ ตอนนี้ เขาไม่ได้หวังจะมีอนาคตร่วมกับคุณ” หากคุณรักเขามากพอและรอได้ นั่นก็เป็นการตัดสินใจที่เข้มแข็งดี แต่หากคุณไม่ได้คิดแบบนั้น ก็ขอให้คุณพูดกับเขาตรงๆ ว่า คุณหวังว่าจะแต่งงาน และมีครอบครัวกับเขา ถ้าเขาไม่ได้คิดจะมีครอบครัวกับคุณ สักวันหนึ่งคุณก็จะต้องเดินจากเขาไป

ผู้ชายส่วนใหญ่ หากแฟนสาวมาพูดตรงๆ แบบนี้ มักจะ “ช็อค” และอาจจะอึ้งไปพักใหญ่ คุณต้องให้เวลาเขาได้ทบทวนตัวเอง คำตอบของเขาจะมีอยู่แค่สองอย่าง คือ หนึ่ง เขาจะเริ่มคิดเรื่องการแต่งงาน เพราะเขารักคุณ ไม่อยากให้คุณไปจากเขา และ สอง เขาจะยึดมั่นในความคิดของตัวเอง และยอมให้คุณจากไป ซึ่งหากเป็นทางนี้ คุณก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วย แต่ก็ยังมีผู้ชายอีกประเภทหนึ่งที่เห็นแก่ตัวแบบเข้ากระดูกดำ คือจะไม่แต่งงานกับคุณ แต่ก็จะไม่ให้คุณไปจากเขาด้วย คนแบบนี้เป็นคนอันตรายมาก เขาไม่ได้รักคุณจริง เขาหวังแค่จะครอบครองเท่านั้น เมื่อเขาแสดงธาตุแท้ออกมาอย่างนี้แล้ว คุณควรหาทางหนีไปให้พ้น

การที่ชายหนุ่มของคุณไม่คิดเรื่องแต่งงานเลย อาจจะเป็นเรื่องน่าเจ็บปวด แต่บางที ทางออกของเรื่องนี้ก็อยู่ที่ “คุณ”ด้วย คุณจะทำให้เขาคิดได้หรือไม่ว่า คุณมีความสำคัญสำหรับเขาแค่ไหน สำคัญพอจะทำให้เขามุ่งเป้าสู่การแต่งงานได้หรือไม่

นี่เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อยสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง

ย้อนกลับ