สัมผัสรัก สื่อรักประสานใจ



สัมผัสรัก สื่อรักประสานใจ


การสัมผัสร่างกาย จับมือ โอบไหล่ หรือการกอด นับเป็นการแสดงออกที่สำคัญยิ่ง และส่งผลต่อพลังใจ พลังกาย และพลังชีวิตของคนเราอย่างมากมาย “อวัจภาษา”ที่ว่าด้วยการสัมผัสร่างกายซึ่งกันและกัน เป็นอวัจนภาษาพื้นฐานที่แสดงให้เห็นถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจที่จะให้อีกฝ่ายได้สัมผัสร่างกายตนเอง

การสัมผัสนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความรักเท่านั้น แต่ยังเป็นได้ทั้งการปลอบโยน การให้กำลังใจ การให้ความเชื่อมั่น การให้ความอบอุ่นใจ ตลอดจนทำให้เราสามารถเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้ ซึ่งนับเป็นภาษากายที่ได้ผลยิ่งกว่าการเอ่ยคำพูดเสียอีก

ในวัฒนธรรมตะวันตก การสัมผัส การโอบกอด การจูบ เป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั้งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการจับมือทักทาย การแนบแก้มทักทาย หรือการโอบกอดทักทาย ขณะที่สังคมตะวันออก ไม่ได้ให้น้ำหนักกับวัฒนธรรมการสัมผัสมากนัก การสัมผัสตัวและการกอด จะถูกสงวนไว้สำหรับคนในครอบครัวหรือญาติสนิทเท่านั้น สมัยก่อน เพียงแค่หนุ่มสาวที่ชอบพอกัน จับมือถือแขนกันให้คนอื่นเห็น ก็กลายเป็นเรื่องต้องห้าม

แต่ปัจจุบัน เมื่อสังคมไทยปรับเปลี่ยนค่านิยมไปตามสังคมตะวันตกมากขึ้น การสัมผัส การกอด ได้กลายเป็นเรื่องปกติที่ถือปฏิบัติกันทั่วไป เพียงแต่คนไทยรุ่นเก่า หรือมาจากครอบครัวที่ไม่คุ้นชินกับการแสดงความรักอาจจะรู้สึกเขินอาย และไม่คุ้นเคยเมื่อถูกคนอื่นจับมือ โอบไหล่ หรือกอด (หรือบางคนอาจจะถึงขั้นถือตัว ไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องตัวเองด้วยซ้ำไป)

สำหรับการจับมือนั้น อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นักในสังคมปัจจุบัน เพราะนอกจากจะหมายถึงคนรักกันแล้ว ยังหมายถึงคนในครอบครัวเดียวกันอีกด้วย นอกจากนี้ “การจับมือ” ยังเป็นวิธีการทักทายของคนตะวันตก ที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคย ส่วนการโอบไหล่ มักจะเป็นการแสดงความเป็นกันเองในหมู่เพื่อนฝูง ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือในบางกรณีก็เป็นการให้กำลังใจที่ผู้ใหญ่แสดงออกต่อผู้น้อย

ส่วนการ “กอด” นั้น นับเป็นวิธีการสื่อสารทางกายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่คนไทยส่วนใหญ่ปฏิบัติน้อยที่สุด โดยมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่ระบุว่า เวลาที่คนเรากอดกันนั้น จะทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หัวใจสูบฉีดเร็วขึ้น หลอดเลือดมีการผ่อนคลาย ลดความดันโลหิต ทั้งยังเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ที่สำคัญ การกอดกันยังทำให้สมองหลั่งฮอร์โมน “ออกซิโตซิน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความรักความผูกพันออกมา ทำให้คู่รักเกิดความรู้สึกผูกพันแนบแน่น ไว้วางใจ ห่วงใยในความรู้สึกของกันและกันมากขึ้น และส่งผลอย่างยิ่งสำหรับชายหนุ่มที่มีคู่แล้ว เพราะจะทำให้สามารถควบคุมตัวเอง ไม่เผลอใจไปผูกพันกับสาวๆ คนอื่น

นอกจากนี้ หากสามารถกอดกันได้มากกว่าวันละสองครั้ง สมองก็จะหลั่งฮอร์โมนเอนโดรฟิน โดปามีน และเซโรโทนิน ซึ่งจะช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย มีความสุข เพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรค ลดความเครียด ทำให้จิตใจสงบ และนอนหลับสนิทได้อีกด้วย ซึ่งการกอดที่ดีนั้น ควรวางมือและแขนอย่างเป็นอิสระโดยโอบรอบหลังของอีกฝ่าย ไม่กอดแขนตัวเอง ไม่โอบมือตัวเอง ไม่โยกตัว ไม่ตบหลัง กอดพร้อมกับตั้งใจมอบความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน โดยใช้เวลานานเพียงพอ ก่อนที่จะ คล่อยๆ คลายออก

สำหรับคนรักที่คบหากัน หลายคนก็อาจไม่คุ้นชินกับการกอด อาจเขินอายและปฏิเสธที่จะถูกกอด หรือปฏิเสธที่จะกอดอีกฝ่าย แต่เมื่อกอดกันไปบ่อยๆ ก็จะเริ่มชิน เพราะแท้จริงแล้ว เราทุกคนล้วนเคยชินกับการกอดมาตั้งแต่เป็นเด็ก และแม้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราทุกคนก็ยังต้องการให้ใครสักคนมา “กอด”เราอยู่ดี

ในการคบหากันนั้น บ่อยครั้งที่คำพูดไม่อาจอธิบายอะไรได้ทั้งหมด และบ่อยครั้งที่เรื่องผิดใจกันเล็กๆ น้อยๆ ได้สะสมจนกลายเป็นความขุ่นมัวในอารมณ์ ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย แต่ก็มักจะเหมือนกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นมาขวางกั้นเอาไว้ หากเราได้กอดกันบ่อยๆ เชื่อหรือไม่ว่า ความขุ่นมัวทั้งหลาย และกำแพงในหัวใจของเราทั้งสองจะสลายหายไปในพริบตา แล้วเมื่อกำแพงพังทลายไปแล้ว เราก็พร้อมที่จะเปิดใจเข้าหากัน พูดกันด้วยความรักและความเข้าใจ

ด้วยการ “สัมผัส” จับมือ โอบไหล่ และโอบกอด นอกจากจะประสานใจให้อบอุ่นแล้ว ยังทำให้คนกอดและคนที่ถูกกอดอิ่มเอิบด้วยความสุขอีกด้วย

ย้อนกลับ